อย่าเพิ่งกิน!! กลูต้า ถ้ายังไม่รู้สิ่งนี้

กลูตาไธโอน (Glutathione, GSH) สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในสิ่งมีชีวิต และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ยอดนิยมในอาหารเสริมที่ยอดนิยม ใครหลายคนคงทราบว่า เจ้าสารต้านอนุมูลอิสระนี้ที่ช่วยผิวขาว กระจ่างใส ช่วยชะลอวัย และช่วยกำจัดสารพิษในตับ แต่ความจริงจะดีแบบนั้นไหม 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ กูลตาไธโอน โดยปกติจะร่างกายจะสามารถผลิตออกมาเองได้ซึ่งสารดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการช่วยกำจัดอนุมูลอิสระภายในเซลล์ของร่างกาย ที่เกิดจากการใช้ออกซิเจนของร่างกาย กูลตาไธโอนประกอบด้วยโปรตีน 3 โมเลกุล คือ ซีสเตอีน, กูลตามิก และ ไกลซีน โดยจับกันต่อกันในตำแหน่งที่ต่อเรียงกันเป็นสามพันธะที่มีรูปแบบจำเพาะเป็นเอกลักษณะ

เมื่อร่างกายของคนเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้นหรือปัจจัยบางอย่างเช่น ไขมันในเลือดสูง มลภาวะเป็นพิษ จะทำให้เราสร้างเอ็นไซม์บางตัวลดลงและจะส่งผลที่ทำให้ร่างกายสร้างกูลต้าไธโอนได้น้อยลง ส่งผลทำให้ร่างกายเกิดอนุมูลอิสระที่มากขึ้นและเป็นสาเหตุที่ืทำให้ร่างกายเกิดการเสื่อมลง

นักวิทยาศาตร์ได้พยายามสังเคราะห์กูลต้าไธโอนขึ้นมาในวัตถุประสงค์แรกคือการรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง โรคพากินสัน โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น แต่ค้นพบว่ามีผลข้างเคียงทำให้ช่วยให้ผิวขาว ส่งผลให้ผู้ที่ได้ฉีดกูลต้าไธโอน มีผิวที่ขาวขึ้น แต่เป็นระยะชั่วคราวเท่านั้น 

กูลต้าไธโอนจึงก้าวมามีบทบทในฐานะ “อาหารเสริมช่วยให้ผิวขาว ” ซึ่งเป็นที่นิยมสักระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากเราพบผลเสียจากการฉีดกูลต้าไธโอนในร่างกายมากมาย เช่น ปัญหาการแพ้ ซึ่งมีความเสี่ยงถึงเสียชีวิต, รองต่อมาคืออาการตาดำเสีย เพราะเนื่องจากการฉีดกูลต้าไธโอนจะไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีดำที่ดวงตา รวมทั้งการที่ผิวไม่แข็งแรงและไวต่อแสงอาทิตย์ เป็นต้น                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                    

นักวิทยาศาสตร์จึงได้มีการสังเคราะห์ใหม่โดยเอาโปรีตีนทั้ง 3 ชนิดแล้วมาจัดเรียงตัวใหม่ โดย เลียนแบบการจับพันธะของกูลต้าไธโอน โดยให้เป็นรูปของโปรตีน เพื่อการรับประทาน แต่จะเป็นอย่างนั้นไหม!!!

เพราะส่วนหนึ่งมีมีข้อโต้แย้งถึงผลลัพธ์ที่ได้เพราะ เราพบว่าโมเลกุลของกลูตาไธโอนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร นอกจากนี้โมเลกุลของกลูตาไธโอนยังถูกสลายตัวได้ง่ายในทางเดินอาหาร ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะสลายกลายเป็นโปรตีนที่มีความว่องไวต่อการสะสมสารพิษกลุ่มโลหะอีกด้วย

งานวิจัยชี้การทานกูลต้าไธโอนมีผลเสียต่อร่างกาย

ในปี คศ 2011 นักวิทยาศาสตร์ นาย Jason Allen และ นาย Ryan D. Bradley ได้ทดสอบถึงประสิทธิ์ภาพ ของการทานกูลต้าไธโอนในรูปแบบของอาหารเสริม

โดยให้อาสาสมัคร 40 คนทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีสุขภาพที่แข็งแรง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยในกลุ่มแรกให้รับประทานอาหารเสริม ที่เป็น กูลต้าไธโอน (GSH) วันละ 500 mg วันละ 2 ครั้ง ส่วนอีกกลุ่มให้ทานยาหลอก (แป้ง) ในปริมาณและสัดส่วนที่เท่ากันกับกลุ่มแรก ติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 30 วัน

ผลการทดสอบสรุปว่า

กลุ่มที่ทานอาหารเสริมที่เป็นกูลต้าไธโอนมีปริมาณของสารอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนทดสอบสูงขึ้นอย่างมีนัยยะที่สำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ทดสอบยาหลอก (แป้ง)

ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การทานกูลต้าไธโอนทุกวัน ไม่มีส่วนช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ต้านทานอนุมูลอิสระ หรือช่วยชะลอวัยแต่อย่างใด ให้แต่ยังจะทำให้ร่างกายเกิดการอนุมูลอิสระและการอักเสบที่มากขึ้นอีกด้วย

การที่ร่างกายสร้างกลูต้าไธโอนได้เอง

อาจจะดีกว่า และมีความปลอดภัยมากกว่า การทานกลูต้าเข้าไปตรงๆ

แล้วถ้าเราจะมีผิวที่ขาวและช่วยลดอนุมูลอิสระและช่วยชะลอวัยเราควรทำอย่างไร???

มาทำความรู้จักกับ SOD

 

ในปัจจุบันเราค้นพบเอ็นไซม์ที่จะช่วยกระตุ้นการสารกูลต้าไธโอนได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ มากกว่าทานสารตั้งต้นหรือโปรตีนในการสังเคราะห์กูลต้าไธโอน ซึ่งเอ็นไซม์ที่เราค้นพบนี้มีชื่อว่า เอ็นไซม์ SOD หรือ เอ็นไซม์ ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส ซึ่งเอ็นไซม์ดังกล่าวแต่เดิมเป็นสารที่ร่างกายเราสามารถสร้างได้เองเช่นกัน และใช่้เป็นกระบวนการตั้งต้นในการขจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย แต่เรามีอายุที่มากขึ้น ร่างกายจะมีการสร้างลดลงเหลือครึ่งหนึ่งและนั้นเป็นสาเหตุของความเสื่อมของร่างกาย (ชรา)

ในเทคโนโลยีปัจจุบันเราสามารถนำมาสกัดจากเมลล่อนสายพันธ์พิเศษจากฝรั่งเศษ และทำให้โมเลกุลของเอ็นไซม์ไม่เสียรูปหรือเสื่อมคุณค่าไปแม้จะผ่านกระบวนการย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งนวัตกรรมนี้เราเรียกว่า SOD C3 microencapsulation ซึ่งการทาน SOD C3 นี้จะมีประสิทธิ์ภาพมากกว่าการทานสารสกัด SOD ทั่วไปถึง 10 เท่า

ในงานวิจัยบ่งชี้ SOD มีผลการลดการเกิดของ ฝ้า กระ และช่วยให้ผิวกระจ่างใส

ในงานวิจัยรักษาเชิงคลินิคในปี 2018 สถาบันวิจัยทางด้านผิวหนังผนึกกำลังกับโรงพยาบาลและหน่วยงานทดสอบที่มีชื่อเสียงในฝรั่งเศสทั้ง 4 แห่งได้แก่  บริษัท Bionov Research, โรงพยาบาล Lariboisière Hospital, สถานบันวิจัย Intertek France Etudes Cliniques Paris และ มหาวิทยาลัย Université de Montpellier ปารีส, ฝรั่งเศส ได้สนใจและทำการศึกษาเชิงคลินิคกับ SOD C3 โดยทำการทดลองกับผู้หญิงอายุระหว่าง 18 -50 ปี จำนวน 88 คน

โดยให้งดการใช้ครีมบำรุง ครีมกันแดดและเซรั่มต่างๆ ในตลอดช่วงทำการทดลอง

โดยโดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มผู้ทดสอบ ได้แก่ 1. กลุ่มที่ไม่ได้ทานอาหารเสริม SOD C3และงดการทาครีมผสม SOD, 2. กลุ่มที่ทาครีมกันแดดที่ผสมสารสกัด SOD, 3. กลุ่มที่ให้ทาอาหารเสริม SOD C3, และกลุ่มสุดท้าย ให้ทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสม SOD C3 และทาครีมกันแดดที่ผสมสารสกัด SOD นานเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์

การทดสอบ ทดสอบด้วยการฉายรังสี UVA, UVB ที่เซลล์ผิวแล้วเพิ่มระดับจนกว่าผิวจะมีรอยแดงจากการไหม้ (MED)

วัดผลโดยการตรวจสอบสภาพผิวทุก 1, 6, 30 วัน

สรุปผลการทดสอบ คือ กลุ่มของอาสาสมัครที่ทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของ SOD C3 ช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงทนต่อการทำลายของรังสี UVA,UVB ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

และเมื่อมีการนำเซลล์ผิวของอาสาสมัครมาตรวจสอบพบกว่า ในอาสาสมัครที่มีการทาน SOD C3 มีปริมาณการสร้างเม็ดสีที่น้อยกว่าอาสาสมัครที่ไม่ได้มีการทาน SOD C3 และไม่ได้ทาครีม SOD ถึง -88%

เมื่อวัดปริมาณเอ็นไซม์ที่ต้านอนุมูลอิสระในร่างกายพบว่าอาสาสมัครที่มีการทาน SOD C3 มีปริมาณ ตรวจพบว่ามีปริมาณ เอ็นไซม์ SOD, CAT (เอ็นไซม์คาตาเล็ต) และ GPx (เอ็นไซม์กูลต้าไธโอนเปอร์ออกซิเดส) ที่ต้านอนุมูลอิสระที่ผิวเพิ่มขึ้นมากกว่าอาสาสมัครที่ไม่ได้มีการทาน SOD C3 ถึง +68%

ทั้ง 3 เอ็นไซม์ที่มีระดับเพิ่มขึ้นมาในร่างกายของกลุ่มอาสาสมัครที่ทดสอบการทาน SOD C3 จะเป็น เอ็นไซม์ที่สำคัญในการลดอนุมูลอิสระในร่างกายซึ่งจะให้จะทำให้เกิดการยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ลดการอักเสบที่ผิวและยังช่วยลดและป้องกันการเกิดฝ้า กระ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยลดอนุมูลอิสระในร่างกาย

สรุปผลการทดลองพบว่าอาสาสมัครมี

  • ความแข็งแรงของผิวเพิ่มมากขึ้นทนต่อการทำร้ายของรัวสี UVA,UVB มากขึ้น
  • การสร้างเม็ดสีที่เซลล์ผิว ฝ้า กระ ลดลง
  • รอยแดง และ จุดด่างดำลดลง

ผลจากงานวิจัยจึงสรุปได้ว่า !!! เอ็นไซม์ SOD C3 จะมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการลดอนุมูลอิสระของร่างกาย และเป็นกุญแจที่สำคัญที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง และลดการสร้างเม็ดสี และลดการเกิดฝ้า กระ รวมทั้งช่วยให้มีผิวพรรณที่แข็งแรงและอ่อนเยาว์ รวมทั้งยังช่วยลดความผิดปกติของ รอยคล้ำใต้ตา และผิวได้

ที่มาแหล่งอ้างอิง :

  • https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC59462
  •  Merck Index, 11th Edition, 4369
  •  Pompella, A; Visvikis, A; Paolicchi, A; Tata, V; Casini, AF (2003). “The changing faces of glutathione, a cellular protagonist”. Biochemical Pharmacology66 (8): 1499–503. doi:10.1016/S0006-2952(03)00504-5PMID 14555227.
  •  Couto, Narciso; Malys, Naglis; Gaskell, Simon; Barber, Jill (2013). “Partition and Turnover of Glutathione Reductase from Saccharomyces cerevisiae: a Proteomic Approach”. Journal of Proteome Research12 (6): 2885–94. doi:10.1021/pr4001948PMID 23631642.
  •  Pastore, Anna; Piemonte, Fiorella; Locatelli, Mattia; Lo Russo, Anna Lo; Gaeta, Laura Maria; Tozzi, Giulia; Federici, Giorgio (2003). “Determination of blood total, reduced, and oxidized glutathione in pediatric subjects”. Clinical Chemistry47 (8): 1467–9. PMID 11468240.

“อริสต้า คอลลาเจน เอสโอดี ” ได้รวม 4 สารสกัดสำคัญ ตามปริมาณและความเข้มข้นตามงานวิจัย ได้แก่ เอ็นไซม์ SOD C3, สารสกัดจากข้าว, คอลลาเจนไตรเปปไทค์ โมเลกุลขนาดเล็กพิเศษ และสารสกัดจากผลไม้สีแดง 5 ชนิด และ วิตามินซี, วิตามินเอ วิตามินอี และแร่ธาตุรวมอีก 9 ชนิด ที่จะประสานการทำงานเพื่อส่งเสริมการทำงานของเอ็นไซม์ SOD ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่จะช่วยแก้ไขปัญหา รอยคล้ำ ฝ้า กระ และช่วยให้ผิวคล้ำลดลง ให้ผิวกระจ่างใส อย่างเป็นธรรมชาติ

สั่งซื้อสินค้าโปรโมชั่นประจำเดือน

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
error: Content is protected !!